
กรณีกรณีสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเปิดเผยว่าทางอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ทายาทกลุ่มเครื่องดื่มกระทิงแดงหลังก่อเหตุขับรถหรูไปชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสิรฐ ผบ.หมู่งานป.สน.ทองหล่อเสียชีวิตเมื่อปี2555 ต่อมาบอสได้หลบหนีคดีและการยื่นร้องใช้เวลายาวนานจนมามีเอกสารและการนำเสนอข่าวเมื่อวานนี้ว่าคดีจบลงแล้วโดยไม่มีการยื่นฟ้องแก่ใคร ทำให้บอส อยู่วิทยาสามารถกลับประเทศไทยได้ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
เมื่อวันที่ 26 ก.ค. รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันที่ 12 มิ.ย. 63 ที่ผ่านมา ทางสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 ได้ทำหนังสือแจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีมายัง สน.ทองหล่อ ทางตำรวจได้รับเรื่องในวันที่ 16 มิ.ย. 63 จนทำให้เกิดหนังสือตามมาอีก 3 ฉบับ เป็นผลต่อเนื่องกันจากหนังสือฉบับแรก โดยหนังสือฉบับที่ 2 เกิดขึ้นในวันที่ 18 มิ.ย. 63 ตำรวจได้แจ้งไปยังนายวรยุทธ ผู้ต้องหา ว่า ได้ยุติการฟ้องคดีแล้ว ฉบับที่ 3 เกิดขึ้นในวันที่ 25 มิ.ย. 63 ทางพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ได้แจ้งไปยัง บก.น.5 ต้นสังกัดมีหนังสือแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบเพื่อทำการถอนหมายจับ และในวันเดียวกันนี้ได้มีหนังสือฉบับที่ 4 ส่งไปยังกองการต่างประเทศให้เพิกถอนหมายประกาศสืบจับจากทะเบียนประวัติอาชญากรรมในเวลาต่อมา ทำให้หมายจับในตำรวจสากล (อินเทอร์โพล) และในสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เพิกถอนหมายจับต่อนายวรยุทธ เป็นที่เรียบร้อยเช่นกัน
สำหรับเนื้อหาของหนังสือฉบับแรกที่ทางอัยการส่งมาให้ตำรวจนั้น เป็นเนื้อหาชี้แจงถึงคดีจราจรที่ 632/2555 ลงวันที่ 3 ก.ย. 55 ซึ่งคือหมายเลขของคดีดังกล่าว โดยเนื้อความปรากฎว่า เดิมนั้นตำรวจได้ทำการแจ้ง 7 ข้อหาแก่นายวรยุทธ ประกอบด้วย 1.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถอื่นเสียหาย 2.ขับรถโดยประมาททำให้มีผู้ถึงแก่ความตาย 3.ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล 4.ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามควรแก่ผู้ได้รับความเสียหาย 5.ไม่แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานงานในทันที 6.ขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 7.ขับรถเร็วกว่าที่อัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
อย่างไรก็ดีในเวลาต่อมา ทางอัยการได้ทำความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ ในข้อหาขับรถในขณะเมาสุราไปยังอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ พิจารณาก่อนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องในข้อหานี้ อีกทั้งทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ไม่ได้มีความเห็นแย้งในข้อหานี้ จึงทำให้เหลือการดำเนินคดีเพียง 6 ข้อหาเท่านั้น
ในเวลาต่อมาทางทนายของนายวรยุทธได้ยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่อ นายเนตร นาคสุข อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูง ซึ่งในขณะนั้นรักษาการตำแหน่งรองอัยการสูงสุด ขอให้พิจารณาข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยได้มีการพิจารณาเพื่อยุติข้อหานี้ ทาง พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผช.ผบ.ตร. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน ผบ.ตร. ก็ไม่แย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ จึงมีการดำเนินการนี้ตามการร้องขอความเป็นธรรมจากทนายนายวรยุทธ และมีคำสั่งจากทางอัยการให้ตำรวจไปสอบสวนเพิ่มเติม
โดยในระหว่างรอการสอบสวนเพิ่มเติมนั้น ข้อหาขับรถเร็วกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและข้อหาขับรถโดยประมาทอันอาจจะเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินจะหมดอายุความลงในวันที่ 3 ก.ย. 56 ทางอัยการจึงมีหนังสือแจ้งไปยังตำรวจให้ส่งตัว นายวรยุทธ มาพบอัยการเพื่อฟ้องคดี แต่ทางนายวรยุทธ กลับส่งทนายความมาขอเลื่อน ซึ่งตรงนี้อัยการเห็นว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลบหนี จึงมีหนังสือแจ้งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น ให้มีคำสั่งไปยังพนักงานสอบสวนไปร้องขอต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อออกหมายจับ แต่กลับไม่มีการส่งตัวมาพบอัยการตามอายุความ ทำให้ 2 ข้อหาหมดอายุความไม่สามารถดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย ทำให้ตอนนี้ข้อหาที่แจ้งไว้ตอนแรกหายไปแล้ว 3 ข้อหาด้วยกัน
ต่อมาในวันที่ 27 พ.ย. 56 ทางอัยการก็ได้มีหนังสือเร่งรัดให้ตำรวจทำการออกหมายจับแก่นายวรยุทธ แต่กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ทางผู้ต้องหาได้มีหนังสือขอเลื่อนการฟังคำสั่งต่ออัยการมาโดยตลอด จนวันที่ 1 พ.ค. 60 จึงค่อยมีการออกหมายจับ แต่ในวันที่ 3 ก.ย. 60 ก็ยังไม่สามารถนำตัวนายวรยุทธ มาพบพนักงานอัยการเพื่อสั่งฟ้องในข้อหาขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ข้อหาไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามควรแก่ผู้ได้รับความเสียหาย และข้อหาไม่แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานงานในทันที จึงหมดอายุความลง ถึงตรงนี้ความผิด 6 ข้อหาไม่สามารถทำการยื่นฟ้องได้แล้ว เหลือเพียงความผิดขับรถโดยประมาททำให้มีผู้ถึงแก่ความตายเพียงข้อหาเดียวเท่านั้น
ทั้งนี้ทางทนายความนายวรยุทธ ยังได้ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดอีกหลายครั้ง รวมถึงยังยื่นหนังสือร้องไปยังคณะกรรมาธิการกฎหมายกระบวยการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งตั้งขึ้นมาโดย คสช. หลังการรัฐประหารปี 2557 ทำให้ทางอัยการสูงสุดต้องสั่งให้ตำรวจไปสอบสวนเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง
ในเวลาต่อมานายเนตร ได้พิจารณาผลการสอบสวนเพิ่มเติม ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ว่ามีข้อเท็จจริงใหม่เพื่อกลับความเห็นและคำสั่งฟ้องเดิมได้หรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่าในตอนแรกนายตำรวจผู้ตรวจสอบความเร็วรถยนต์คันเกิดเหตุพบว่าในตอนนั้นนายวรยุทธ ขับรถมาด้วยความเร็วเฉลี่ย 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ต่อมาผู้ตรวจสอบยืนยันว่าการคำนวณดังกล่าวอาจมีความคลาดเคลื่อนมากขึ้นหรือน้อยลงประมาณ 17 กิโลเมตร แต่จากการร้องขอความเป็นธรรมจากทนายบอส อยู่วิทยา ได้มีการนำพยานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายและนักวิชาการ 1 คน ซึ่งทั้ง 3 คนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบความเร็วรถได้ตรวจสอบความเสียหายรถและคำนวณใหม่จนให้ความเห็นว่า ความเร็วของรถยนต์ของบอสในจังหวะเกิดเหตุนั้น น่าจะทำความเร็วได้เพียง 76 กิโลเมตรเท่านั้น โดยผู้เชี่ยวชาญยังได้ยืนยันว่ารถยนต์กับจยย.ของด.ต.วิเชียรนั้น น่าจะอยู่ที่ความเร็วเพียง 80 กิโลเมตรเท่านั้น ตอนเกิดเหตุและจากการคำนวณใหม่ยังพบอีกว่ารถยนต์ของทายาทกระทิงแดงน่าจะขับอยู่ที่ควาเร็วเพียง 79 กิโลเมตรเท่านั้น
ต่อมามีการร้องขอจากทนายของนายวรยุทธ จนสามารถนำพยานสำคัญ 2 คนมาเปิดเผยว่า วันเกิดเหตุทั้งคู่ได้ขับรถตามหลังรถยนต์ของนายวรยุทธ และจยย.ของด.ต.วิเชียร ยืนยันว่ารถของนายวรยุทธ ขับอยู่ที่ความเร็วเพียง 50-60 กิโลเมตร ส่วนจยย.ของด.ต.วิเชียรก็ขับมาที่ความเร็วเพียง 20 กิโลเมตรเท่านั้น โดยตอนนั้นรถของนายวรยุทธอยู่เลนที่ 3 ของถนนซึ่งเป็นเลนชิดเกาะกลาง ส่วนจยย.ด.ต.วิเชียรขับอยู่เลนที่ 1 ก่อนถึงจุดเกิดเหตุได้เปลี่ยนเลนมาเลนที่ 2 ทางพยานที่ขับตามได้หักพวงมาลัยหลบไปทางซ้ายมือเพื่อไม่ให้ชนกับจยย.ของด.ต.วิเชียรขณะเปลี่ยนเลน และได้เห็นจังหวะที่จยย.ของด.ต.วิเชียรเปลี่ยนจากเลน 2 ไปเลน 3 ในเวลาเดียวกับที่รถของนายวรยุทธ ขับมาพอดี จึงเป็นการปาดหน้าในระยะกระชั้นชิด ทำให้รถยนต์ชนท้ายจยย.เพราะไม่สามารถหักหลบหรือเบี่ยงรถได้ทัน ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ได้เกิดจากการประมาทของนายวรยุทธ แต่อย่างใด แต่เกิดจากความประมาทของ ด.ต.วิเชียร แทน นั่นจึงทำให้ชื่อของ ด.ต.วิเชียร เป็นผู้ต้องหาที่ 2 ในคดีความผิดขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถของผู้อื่นเสียหาย แต่เนื่องจาก ด.ต.วิเชียร เสียชีวิตไปแล้ว จึงยุติการดำเนินคดีในเรื่องนี้
จากข้อมูลตรงนี้จึงถือว่านายวรยุทธไม่เข้าข่ายในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถอื่นเสียหายและมีผู้ถึงแก่ความตาย จึงเห็นควรกลับความเห็นและคำสั่งเดิมตามระเบียบของอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 ข้อ 6 วรรคท้าย 44 นอกจากนี้ทาง ด.ต.วิเชียร ยังได้รับการชดใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนจากฝ่ายนายวรยุทธ จนเป็นที่พอใจ และไม่ประสงค์จะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับบอส อยู่วิทยาอีกต่อไป ทางอัยการจึงมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี.
"ในตอนแรก" - Google News
July 26, 2020 at 09:20AM
https://ift.tt/32X3QlE
เปิดหลักฐาน'บอส'พ้น7ข้อหา ยุติไม่ฟ้อง-ถอนหมายจับ - เดลีนีวส์
"ในตอนแรก" - Google News
https://ift.tt/2AnIstz
No comments:
Post a Comment